สุขภาพ health

สุขภาพ บทความข่าว สุขภาพ ป้องกันโรค โภชนาการ

เชื้อโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่วยไข้ได้ และอาจซุกซ่อนอยู่ตามบริเวณต่างๆ ภายในบ้าน วันนี้เราจึงมีวิธีสำรวจบ้านให้ห่างไกลโรคมาฝาก

 - กำจัดยาหมดอายุ ควรสำรวจตู้ยาเป็นประจำ เก็บยาเม็ดและยาน้ำที่หมดอายุทิ้งไป ยาที่ไม่ได้ใช้บ่อยควรซื้อซองเล็ก

 - กำจัดสเปรย์ทำความสะอาดคราบฝังแน่น ผู้ที่ทำความสะอาดบ้านด้วยน้ำยาทำความสะอาดชนิดสเปรย์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง มีโอกาสเป็นโรคหอบหืดมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ควรเปลี่ยนมาใช้สเปรย์ชนิดเหลวเพื่อลดปริมาณไอระเหยที่สูดดมเข้าไปในร่างกาย

 - กำจัดอาหารเก่าเก็บหรืออาหารหมดอายุ ควรกำจัดอาหารเก่าหมดอายุออกจากตู้เย็น และตั้งอุณหภูมิตู้เย็นไว้ที่  4 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่านี้ แบคทีเรียในอาหารจะเจริญเติบโตและทำให้อาหารเน่าเสียได้

 - กำจัดหมอน-ผ้า ปูที่นอนเก่า ควรเปลี่ยนหมอนใยสังเคราะห์ทุก 2 ปี ส่วนหมอนยัดไส้ขนห่านหรือขนเป็ดควรเปลี่ยนทุก 5 ปี ลองวางหมอนกับเตียงแล้วพับครึ่ง หากไม่กระเด้งกลับแปลว่าถึงเวลาเปลี่ยนใหม่แล้ว 

 - กำจัดม่านหนา ม่านหนาๆ หรือที่จีบหลายชั้นเป็นแหล่งสะสมฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หากมีอาการดังกล่าวบ่อย ควรเปลี่ยนใช้ม่านผ้าฝ้ายหรือผ้าผสมใยสังเคราะห์น้ำหนักเบา ถอดซักได้สะดวก และควรซักม่านรวมถึงทำความสะอาดมู่ลี่เดือนละครั้ง

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาสำรวจบ้านกันดีกว่า เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ตอนที่แม่เรากำลังรักษามะเร็งช่วงใกล้ๆ หาย เริ่มจะทานอาหารได้เค้าจะกินข้าวโพดต้มทุกวัน ไปเหมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตทุกสัปดาห์ แล้วแม่ก็ฟื้นตัวเร็วมาก ช่วงนั้นลิ้นเขาจะต้านเนื้อสัตว์กลืนไม่ลง ทานได้แต่ผักกะผลไม้ และจะอยากกินข้าวโพดทุกวัน

  ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อนว่า ผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้

    แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียสในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาทีพบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53%ตามลำดับ   นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย คณะนักวิจัยแจ้งว่า ข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก  พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น

การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ท้องที่โตขึ้นทุกวัน มักพาเอาอาการอีกหลายอย่างมาเยือนคุณแม่ เช่น ปวดหลัง ตะคริว ท้องผูก ฯลฯ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพียงแค่เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าและหลีกเลี่ยงของแสลงบางอย่าง เท่านี้ก็ช่วยผ่อนอาการหนักให้เป็นเบาได้แล้ว   โลหิตจาง ช่วงท้องเม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างเพิ่มขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายคุณกับเจ้าตัวน้อย และยังต้องเผื่อไว้สำหรับการสูญเสียเลือดขณะคลอดอีกด้วย ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อย หน้าซีด มือเล็บซีด เป็นลมง่าย ก็น่าสงสัยว่าจะได้รับธาตุเหล็กน้อยไปหน่อยค่กินรับอาการ

  - กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น ตับ เนื้อไม่ติดมัน อาหารทะเล นม ไข่ งา ถั่วเหลือง ยอดฟักทอง ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง มะเขือเทศ

   – วิตามินซีช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

 - อย่าซื้อวิตามินสำเร็จรูปมากินเองเชียวนา ปรึกษาคุณหมอที่ฝากท้องก่อนนะคะ

  ตะคริว เป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแบ่งไปให้เจ้าตัวน้อยสร้างกระดูกและฟัน

กินรับอาการ

 - เร่งเพิ่มอาหารที่มีแคลเเซียม เช่น นม งาดำคั่ว กุ้งฝอย ถั่วแดงหลวง ใบยอ ตำลึง

   ปวดหลัง ก็ต้องรับบท(น้ำ) หนักเพิ่มขึ้น แถมยังมีฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเอ็นยืดขยาย ข้อต่อต่างๆ จึงหลวมไปด้วย ต้องหมั่นทำหน้าเชิด ยืดไหล่ หลังตรงเข้าไว้

 กินรับอาการ

   – น้ำมันปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูก

 - ขิง ขมิ้น ช่วยบรรเทาปวดจากกล้ามเนื้อและข้ออักเสบ

  - กะหล่ำดอก ผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง ช่วยทำให้กระบวนการสร้างมวลกระดูกดีขึ้น

  จุกเสียดยอดอก หรือที่เรียกว่า heartburn เกิดจากมดลูกขยายอาณาเขตไปเบียดกระเพาะอาหาร จนทำให้ใส่อาหารได้น้อย ย่อยช้าลง ท้องอืด ผสมกับการคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารทำให้น้ำย่อยจากกระเพาะไหลขึ้นมา

กินรับอาการ

         - กาแฟ น้ำอัดลม นม ช็อกโกแลต จะทำให้ท้องอืดมาขึ้น

          - น้ำขิง น้ำมะตูมช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหารและแก้ลมจุกเสียด

 ท้องผูก เพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่คอยป้องกันมดลูกบีบตัวแรง กลับทำให้กล้ามเนื้อลำไส้หดตัวน้อยไปด้วย ผลก็คือท้องผูกนั่นเอง

ยิ่งคนที่เป็นเส้นเลือดขอดบริเวณทวารหนัก เนื่องจากน้ำหนักของมดลูกไปทับเส้นเลือดดำตรงนั้นพอดี ก็จะกลายเป็นริดสีดวงเอาง่ายๆ

 กินรับอาการ

 - ช่วงนี้ต้องกิน น้ำเปล่า ผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง รำข้าว (หาซื้อได้ตามร้านอาหารมังสวิรัติหรือร้านเพื่อสุขภาพ) ข้าวซ้อมมือ ลูกพรุน ขี้เหล็ก มะขาม เมล็ดแมงลัก

  แขนขาบวม เกิดจากการคั่งของน้ำและการยืนนาน และยังเป็นอาการชวนสงสัยว่าคุณอาจจะมีความดันโลหิตสูงก็ได้

กินรับอาการ

  - หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ช็อกโกแลต และคาเฟอีน

 - เซเลอรีหรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง (Celery) กะหล่ำปลี ช่วยลดความดัน

  นอนไม่หลับ เกิดได้หลายสาเหตุค่ะ อาจเป็นความกังวล ขี้ร้อน รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว ซึ่งตัวคุณเองนั่นแหละที่ต้องหาสาเหตุให้เจอและรีบแก้ไข

กินรับอาการ

- นมอุ่นๆ น้ำขิง ก่อนนอน ช่วยให้หลับง่ายขึ้น

  – อาหารที่มีโปรตัสเซียมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ส้ม ลูกพรุน กล้วย อะโวคาโด ผักปวยเล้ง ผักกาดหัว แครอ

  – ว่านหางจระเข้ช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า หากคุณนอนไม่พอ

 ย้ำกันอีกที ” คนท้องไม่ใช่คนป่วย “ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเอง หลังจากเจ้าตัวน้อยออกมาเจอหน้าคุณแล้ว ทำใจให้สบาย ทำชีวิตให้มีสุข แล้วทุกอย่างจะดีเอง

 ที่มา: เว็บไซต์momypedia

การเกิดเหตุที่ทำให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตรุนแรงเกือบทุกครั้งมีสาเหตุร่วมหลายประการที่ผู้โดยสารควรต้องรู้ให้เท่าทันเพื่อการเลือกโดยสาร และระมัดระวังตนเองในการเดินทาง

 สาเหตุจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่

 1.เกิดจากการง่วงและอ่อนเพลียโดยเฉพาะรถเช่าเหมาลำที่ขับในช่วงเทศกาลโดยไม่มีคนขับสับเปลี่ยน

 2. ไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของถนนโดยมากจะเป็นครั้งแรกที่ขับรถผ่านเส้นทางที่เกิดเหตุหรือมีประสบการณ์ขับขี่แต่ไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อนหรือพึ่งขับขี่รถคันที่เกิดเหตุเป็นครั้งแรก

 3. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการขับขี่มักพบในช่วงเทศกาลหรือใกล้เทศกาลที่มีงานเลี้ยงของพนักงาน

 4. การขับรถเร็วกว่าอัตราที่กฏหมายกำหนดเช่น ในขณะที่ผ่านเขตชุมชนยังคงขับด้วยความเร็ว ประมาณ 100 – 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 สาเหตุจากพฤติกรรมการโดยสาร

1. การโดยสารโดยไม่รัดเข็มขัดนิรภัยเมื่อเกิดเหตุผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกระเด็นและหลุดจากเบาะที่นั่งออกมานอกรถ

 2. พนักงานบริการบนรถจัดเก็บเข็มขัดนิรภัยรัดไว้หลังเบาะและไม่เตือนให้ผู้โดยสารใช้เข็มขัดนิรภัยและผู้โดยสารก็ไม่ได้ตระหนัก

 3. การโดยสารที่เกินจำนวนในช่วงเทศกาลเช่นรถ 50 ที่นั่ง แต่มีผู้โดยสาร 66 คนทำให้ต้องนั่งบริเวณทางเท้าหรือนั่งเก้าอี้พลาสติกเสริมหรือนั่งบนหลังคาผู้โดยสารเหล่านี้จะได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต

 สาเหตุจากถนนและสิ่งแวดล้อม

 1. ป้ายเตือนการซ่อมบำรุงอยู่ในระยะกระชั้นชิด
และไม่มีไฟเตือน

 2. ทางโค้งและลงเขาลาดชั้นมักเป็นอุปสรรคสำหรับรถบัสโดยสารที่ถูกต่อเติมให้มีความสูงมากกว่าปกติ

 3. เครื่องกันทางไม่สามารถรับน้ำหนักรถบัสขนาดใหญ่ได้เมื่อเกิดการชนหรือกระแทกเครื่องกั้นจะหักและหลุดทำให้รถตกลงไปในเหวที่สูงชันทำให้เพิ่มจำนวนการบาดเจ็บและเป็นอุปสรรค์ต่อการลงไปช่วยเหลือของหน่วยกู้ชีพ

 สาเหตุจากยานพาหนะ

 1. ระบบเบรกขัดข้องพบว่าพนักงานขับขี่ทราบว่ารถขัดข้องแต่จำเป็นต้องชะลอการซ่อมบำรุงเพราะจำเป็นต้องใช้งาน

 2. ยางรถเก่าและเสื่อมสภาพพบว่ามักมีการใช้ยางที่หมดอายุทำให้เกิดยางระเบิดหรือในรถคันเดียวกันมักใช้ยางหลายประเภทเปลี่ยนสลับจนยางบางเส้นไม่มีดอกยาง

 3. การใช้รถบัสที่หมดสภาพและเก่ามาดัดแปลงต่อเติมเป็นรถ2 ชั้น

 4. โครงสร้างของรถทัวร์ไม่มีความแข็งแรงเมื่อเกิดการพลิกคว่ำหรือถูกชนมักพบว่าผู้โดยสารถูกโครงสร้างของรถทับเช่นโครงหลังคาคานกระจก

 5. รถบัสโดยสารที่มีกระจกกั้นตลอดแนวยาวด้านข้างรถอาจมองดูสวยงามแต่ไม่มีความปลอดภัยเพียงพอพบว่าเมื่อเกิดเหตุกระจกแตกก่อนที่รถจะพลิกคว่ำผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต หลุด ลอดและกระเด็นออกมานอกรถบางรายเสียชีวิตเพราะถูกรถทับ

 6. เบาะโดยสารของรถประจำทางไม่มีเข็มขัดนิรภัยและไม่มีความแข็งแรงเมื่อเกิดเหตุมักหลุดจากตัวรถ

ขอบคุณข้อมูล
ดร.ปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และคุณณัฐกานต์ ไวยเนตร กลุ่มงานระบาดวิทยาโรคไม่ติดต่อ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพฉบับสร้างสุข
ประจำเดือนเมษายน 2553

ข่าวเด็กถูกลักพาตัว และภาพของพ่อแม่ที่ร่ำไห้จากเหตุการณ์ลูกหาย มีให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะ ทั้งนี้สถิติจากศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงาที่ว่าปีที่ผ่านมาได้รับแจ้วงคนหายจำนวน 1,004 ราย และเด็กกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกคนร้ายลักพาตัวคือเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด – 11 ปี เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ยังไม่สามารถปกป้องตนเองได้

 “การที่เด็กถูกลักพาตัว มักจะเกิดจากปัจจัยหลักประการเดียว คือ จากการปล่อยปละละเลยทอดทิ้งไม่ดูแลเอาใจใส่ตามที่ควรจะเป็น และไม่ได้จัดพื้นที่ที่ปลอดภัยให้เด็ก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การลักพาตัวเด็กกระทำได้สะดวกง่ายดาย แต่ถ้าหากผู้ปกครองปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ เช่นการจัดพื้นที่ที่ปลอดภัยให้เด็กสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 9 ขวบ ก็มีอยู่ 3 ช่วงวัย 1. แรกเกิด – 3 ปี ต้องอยู่ในระยะที่ผู้ดูแลเอื้อมมือถึงตลอดเวลา 2. อายุ 3 ปี – ไม่เกิน 6 ปี ต้องอยู่ในสายตาผู้ดูแลตลอดเวลา 3. อายุ 6 ปี – ไม่เกิน 9 ปี ต้องอยู่ในที่ๆ ผู้ปกครอบกำหนดให้อยู่ และต้องติดตามดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยเป็นระยะๆ”

ทำอย่างไรเมื่อเด็กถูกลักพาตัว

 จุดแรกที่สำคัญและต้องทำทันทีคือ ทันทีที่ทราบว่าเด็กหลุดจากการดูแลของตัวเอง ต้องรีบตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างว่าจริงๆ แล้วเด็กหายตัวไปหรือไม่ บางทีผู้ปกครองก็คิดว่าเด็กกำลังไปเล่นอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แทนที่จะไปรีบติดตามดูว่าเด็กหายไปไหน บางคนปล่อยให้เด็กอยู่นอกเขตความดูแลเป็นวัน จนกระทั่งถึงเวลากินข้าวไม่เห็นเด็กกลับมาจึงค่อยเริ่มติดตามตัวเด็ก ตรงนี้จะทำให้ได้ตัวเด็กคืนยากมาก ขอเสนอแนะให้ผู้ปกครองทุกราย ในขั้นต้นถ้าเด็กหลุดจากความดูแลของตัวเองไป ให้รีบไปตรวจสอบทันที วิธีการนี้ไม่ได้เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเด็กถูกลักพาอย่างเดียวแต่สามารถช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ อีกเช่น เด็กไปติดขังอยู่ในรถเก๋งที่จอดตากแดดอยู่ โดยไม่สามารถปลดล๊อคประตูออกมาด้วยตนเองหรือตกน้ำตกท่าไป ต้องตรวจสอบทันที อย่าคิดนิ่งนอนใจเอาเองว่าเด็กคงกำลังเล่นเพลินอยู่ที่ใดสักแห่งเพราะหากเกิดอันตรายต่างๆ ต่อเด็ก จะไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที

  เมื่อตรวจสอบพบแล้วว่าเด็กหายไป ต้องไปติดตามข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้พบตัวเด็กเป็นคนสุดท้ายและรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับจุดที่พบเด็กครั้งสุดท้าย รายละเอียดเกี่ยวกับเด็กและบุคคลที่คาดว่าน่าจะพาตัวเด็กไปมากที่สุด ยื่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อสำคัญคือภาพถ่าย เสื้อผ้า ลักษณะของใช้ รวมทั้งลักษณะเฉพาะของเด็กไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา แต่อาจจะมีจุดบางจุด เช่นเป็นเด็กที่สวมเครื่องแต่งตัวแบบไหน สวมรองเท้าแบบไหน ทรงผมเป็นอย่างไร ถ้ามีภาพถ่ายด้วยจะดีมาก คือให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเด็กให้มากที่สุดเพื่อติดตามค้นหาได้ง่าย   ถ้าได้ภาพเด็ก จุดสำคัญที่สุดคือต้องเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนทันที โดยเฉพาะโทรทัศน์ ต้องไปขอความร่วมมือซึ่งบางช่องยินดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดเงิน สถานีวิทยุจะมีส่วนช่วยเหลือได้มาก โดยเฉพาะคลื่นจราจร เช่น ส.ว.พ. (91 MHz) คลื่นร่วมด้วยช่วยกัน (96 MHz) จ.ส.ร้อย (100 MHz) หรือชมรมวิทยุอาสาสมัครต่างๆ ของมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ร่วมกตัญญู โดยเฉพาะพวกชมรมวิทยุแท็กซี่พวกนี้จะมีโอกาสรับส่งผู้โดยสารที่เป็นคนร้าย ต้องเผยแพร่โดยเร็วที่สุด

  หรืออาจขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเฉพาะซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เป็นต้น

ระวังภัยคนใกล้ตัว

  ผู้ต้องสงสัยลักพาเด็ก คนที่จะลักพาเด็กไป จะเป็นพวกที่มีลักษณะ ดังนี้

 1. ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจ บางคนไม่สามารถมีลูกได้ ก็ใช้วิธีลักพาเอาลูกของคนอื่นไป

 2. พวกที่ต้องการใช้เด็กต่อรองกับผู้ปกครอง อาจจะไม่ถึงกับเรียกค่าไถ่ แต่ไม่พอใจผู้ปกครองเด็ก แล้วก็ลักพาเด็กไปเพื่อกลั่นแกล้งเรียกร้องให้ผู้ปกครองยอมกระทำตามที่ตนต้องการ บางรายถึงขั้นลักพาเด็กไปฆาตกรรมเลยก็มี

  3. พวกที่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก อาจจะนำเด็กไปขายต่อ หรือใช้เด็กให้เด็กช่วยทำงานหรือไปกระทำเรื่องผิดกฎหมาย เช่น เดินยาเสพติด ใช้ไปเป็นลูกมือในการกระทำความผิดทางอาญา ใช้ให้เด็กไปขอทาน บางครั้งก็กระทำการล่วงเกินทางเพศต่อเด็กอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วย บุคคลเหล่านี้สามารถก่ออันตรายร้ายแรงต่อเด็กด้วยกันทั้งสิ้น

 ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามตัวเด็กคืน ถ้าเราสามารถเผยแพร่หรือกระจายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดของเด็กและผู้ต้องสงสัยไปให้กว้างขวางที่สุด จะช่วยให้ติดตามตัวเด็กได้ง่ายและสะดวก มีอีกประเด็นหนึ่งว่า เราจะได้ข้อเท็จจริงอะไรที่จะยืนยันได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ต้องสงสัย พ่อแม่ผู้ปกครองน่าจะรู้จักและเข้าใจรนที่มาเกี่ยวข้องกับตนเองและบุตรหลานว่ามีลักษณะใดใน 3 กลุ่มนั้นบ้าง คนบางคนแสดงท่าว่ารักเด็กเหลือเกิน มีข้าวของมาให้เด็กเสมอ ต้องพิจารณาดูว่าทำไมเขาถึงพิศวาสลูกเรามากเป็นพิเศษ เพราะการซื้อของมาให้เด็กมีที่มา 2 ประการ ถ้าเป็นเด็กโตก็เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเด็กเพื่อให้ง่ายแก่การพาตัวเด็กไป สอง คือ เป็นการสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ปกครอง บางครั้งผู้ปกครองไว้วางใจถึงกับมอบเด็กให้ดูแลแทนเลย

   ดังนั้นผู้ปกครองต้องประเมินอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่มีความขัดแย้งกับตน ว่าเขาพุ่งเป้าไปที่ตัวเด็กบ้างหรือเปล่า หลายกรณีเป็นคู่รักคนใหม่ของพ่อหรือแม่ ต่อมาขัดแย้งกัน ก็เลยเล่นงานด้วยการลักพาตัวเด็กไป เพราะฉะนั้นผู้ปกครองต้องประเมินและไม่ควรให้คนนอกครอบครัวมาคลุกคลีกับเด็กอย่างใกล้ชิดเกินไป

กฎ 5 ข้อป้องกันเด็กพลัดหลง

  1. จัดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกแต่ละวัย ถ้าเด็กออกนอกโซนที่กำหนดไว้ ต้องติดตามกลับมา เพราะถ้าหากตรวจสอบได้เร็ว ส่วนใหญ่จะได้เด็กคืนหรือช่วยให้พ้นอันตรายได้ทันท่วงที

 2. ถ้าไม่จำเป็น อย่าพาเด็กไปในที่ชุมชนหนาแน่น เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ที่มีคนเดินพลุกพล่านหนาแน่น เพราะว่าถ้าเด็กพลัดหลงแล้วจะติดตามลำบากหรือถ้าเกิดจำเป็นต้องไป ก็ต้องเตรียมตัวด้วยการเขียน ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ของเราไว้กับตัวเด็ก เพื่อให้ผู้พบตัวพาเด็กมาส่งคืน

 3. ต้องทำความเข้าใจกับเด็กว่า ถ้าหลงทางอย่าเคลื่อนที่ไปไหน ถ้ามีคนช่วยก็ให้คนๆ นั้นพาไปที่พนักงานประชาสัมพันธ์ และไม่ควรไปกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นพนักงานขาย สามารถไปได้เพราะพนักงานขายมีหน้าที่ขาย จะไม่สามารถพาตัวเด็กไปไว้ในที่ลับตาคน หรือออกจากจุดที่เขาทำงานอยู่เป็นระยะเวลานาน เพราะฉะนั้นจะเป็นหลักประกันว่าเด็กจะไม่ถูกคนๆ นี้ทำอะไร

  4. ถ้าเด็กอายุไม่เกิน 6 ขวบ ต้องจูงมือไว้เพื่อไม่ให้หลุดหลงกัน เพราะกรณีเด็กหายตามศูนย์การค้า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพ่อแม่ไม่จูง ทำให้เด็กหลุดหลงไป

 5 อย่าปล่อยเด็กอยู่ตามลำพังเป็นอันขาด เคยมีกรณีแม่พาเด็กอายุ 4 ขวบไปตลาดสดที่อยู่คนละฝั่งของถนน พอซื้อเสร็จข้ามสะพานลอยกลับมา นึกได้ว่าลืมของไว้ที่ตลาด ก็บอกให้ลูกรออยู่ตรงนี้ ลูกจะได้ไมต้องลำบากเดินข้ามสะพานลอยไปมา ปรากฏว่าพอกลับมาลูกหายไปแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังหาไม่พบ

 ปัญหาการลักพาตัวเด็กเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะคนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าเด็กไม่ใช่ข้าวของเงินทอง ไม่ใช่ของมีค่า แต่อยากแนะนำว่าเด็กมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง สำหรับเงินทองเรายังไม่เคยปล่อยให้อยู่ห่างตัวเลย เงินเราก็ใส่ไว้ในกระเป๋า สร้อยคอเราก็สวมติดตัวตลอดเวลา แต่ทำไมกับเด็ก เราจึงปล่อยปละละเลย

ที่มา : วารสารเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว “ทอฝันปันรัก” ปีที่ 10 ฉบับที่ 65 ประจำเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2552

ฃการดื่มสุรา เราต่างก็รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย มิหนำซ้ำยังส่งผลเสียและอันตรายอีกมากมายให้กับผู้ที่ดื่มเข้าไป ซึ่งก็เห็นได้จากทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งอุบัติเหตุ ขาดสติ ทะเลาะวิวาท ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีผลกับสุขภาพอีกด้วย ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งเพิ่มอัตราการเกิดโรคร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือ 4 โรคร้ายที่คุณนักดื่มควรจะระวังไว้

 

 โรคทางระบบประสาท

 

          โรคนอนไม่หลับ กระบวนการการรับรู้ความเข้าใจบกพร่อง ขาดสติ จิตหลอน ประสาทหลอน โรคคลั่งเพ้อ เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง การทำหน้าที่ของสมองผิดปกติส่งผลถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน ขาอ่อนแรง ปลายประสาทพิการ นอกจากนี้ก็ยังมีโรคซึมเศร้า โรคลมชัก โรคระแวงเพราะสุราด้วย

 

 โรคมะเร็ง

 

          มะเร็งในปากและช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งรังไข่ ซึ่งในผู้ชายส่วนใหญ่ที่เป็นนักดื่มมักป่วยเป็นมะเร็งตับ

 

 โรคหลอดเลือดและหัวใจ

 

          เกิดจากปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จะทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบ ส่งผลให้ผู้ที่ชอบดื่มสุราเป็นประจำมีอัตราการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า และยังทำให้เกิดความผิดปกติที่กล้ามเนื้อหรือเซลล์หัวใจได้ กลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม นอกจากนี้ยังทำให้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมองส่วนนอกลีบฝ่อ อาการระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินไป โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหัวใจล้มเหลว

 

 โรคเรื้อรังอื่น ๆ

 

          โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง ต่อมาก็โรคกระเพาะอักเสบ เนื่องจากแอลกอฮอล์ไปทำลายสารเคลือบกระเพาะ โรคต่อมหมวกไต กระดูกพรุน โรคเกาต์ โรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น

 

          เทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้ต้องดูแลตัวเองด้วยให้ดี ทราบข้อมูลกันแบบนี้แล้วก็ควรหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองให้มากขึ้น ที่สำคัญก็ควร ลด ละ เลิก การเดิมสุราเสียด้วยก็จะถือเป็นการดีมาก

 ที่มา: เว็บไซต์กระปุก

มหาวิทยาลัยควีนส์ของไอร์แลนด์ ศึกษาพบว่าแม้แต่การเดินเล่นชมร้านรวง หลังกินข้าวกลางวันเสร็จเป็นประจำ ก็ยังให้คุณกับสุขภาพ มหาวิทยาลัยพบว่า ผู้ที่ประพฤติเช่นนั้นเพียงแค่ 3 เดือน ก็ยังเห็นผลว่า ทำให้ระดับความดันโลหิตและขนาดเอวลดลงได้ ในขณะที่ผู้ไม่ได้เอาอย่าง ไม่ได้มีผลดีอะไรเลย

 

             รายงานผลการศึกษากล่าวว่า แม้กับผู้ที่คิดว่าการเดินเล่นรอบๆแถวตึก ดูไม่น่าจะเกิดมรรคผลอันใด ก็จงรู้เสียว่า การกระทำแม้แต่เพียงเล็กน้อยแต่ทำบ่อยๆ นั้น มันจึงจะเห็นผล การเดินเล่นเช่นนั้น จะยังผลให้เกิดความสุขสบาย และช่วยให้สดชื่นยามบ่าย

 

             ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า พวกเราควรจะได้ออกกำลังด้วยการเดินอาทิตย์หนึ่งสัก 5 วัน วันละครึ่งชั่วโมง ดังนั้น การเดินเล่นหลังอาหารกลางวันก็เป็นการเข้าข่ายนี้.

 ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โรคเหงือกอักเสบ เนื้อตายแบบเฉียบพลัน ผู้สูบบุหรี่ จะมีโอกาสเป็นโรคเหงือกอักเสบเนื้อตายแบบเฉียบพลันมากกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ดูแลช่องปากตามมาตรฐานปกติ และเมื่อเป็นแล้ว อาการของโรคก็จะรุนแรงกว่าเช่นกัน 

 น้ำลาย บุหรี่ส่งผลให้ปริมาณการไหลของน้ำลายลดลง และน้ำลายมีค่าความเป็นกรดเพิ่มขึ้นนอกจากนั้นยังพบว่า ความสามารถต้านทานกรดของน้ำลายก็ลดลงด้วย

   ฟันผุ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีอัตราการสูญเสียฟันธรรมชาติสูงกว่าปกติ และในวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ ก็มีความสัมพันธ์กับการมีจำนวนฟันผุสูงขึ้นด้วย

  การรับรสและกลิ่น การสูบบุหรี่ทำให้ความสามารถในการรับรสและกลิ่นเลวลง และยังเป็นสาเหตุสำคัญของการมีกลิ่นปากอีก

 การหายของแผล การสูบบุหรี่ ทำให้แผลในช่องปากหายช้า รวมถึงการสมานแผลภายหลังการรักษาทางทันตกรรม เช่น การถอนฟัน และการเกลารากฟัน เพราะควันบุหรี่ทำให้ปริมาณการไหลเวียนโลหิต และปริมาณสารเคมีที่สำคัญต่างๆ ในเลือดลดลง

 โรคปริทันต์ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญอย่างยิ่ง ในการเกิดโรคปริทันต์ โดยผู้สูบบุหรี่มักจะเป็นโรคปริทันต์รุนแรงที่รากผันด้านเพดานปาก อาจมีหนองหรือความผิดปกติอื่นๆ ได้มาก แม้จะไม่มีแผ่นครบจุลินทรีย์หรือหินปูนเลยก็ตาม

 ปฏิกิริยาต่อภูมิคุ้นกันโรคของร่างกาย บุหรี่ทำให้เม็ดเลือดขาวบางประเภท ซึ่งมีหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคลดลงและทำให้อัตราการทำลายเชื้อบางชนิดของร่างกายลดลงเช่น อัตราการทำลายเชื้อ Staphylococcus autrus ลดลงจาด 3.1 ตัวต่อนาทีเหลือเพียง 1.3 ตัวต่อนาทีและยังพบปริมาณเชื้อโรคบางชนิดสะสมมากขึ้นด้วย

 มะเร็งช่องปาก ควันบุหรี่เป็นสารก่อมะเร็งโดยตรงผู้ที่สูบบุหรี่แต่ไม่มีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งในช่องปากมากขึ้น 2-4 เท่า แต่ถ้ามีประวัติสูบบุหรี่ร่วมกับดื่มแอลกอฮอล์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งในช่องปากมากขึ้น ตั้งแต่ 6-15 เท่าของคนทั่วไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

เมื่อเราไปซื้อเครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่อาหารสำเร็จรูป เรามักได้คู่มือการใช้ติดตัวมาด้วย มันทำให้เราสามารถใช้สิ่งนั้นได้อย่างถูกวิธีและคุ้มค่า

หาความสุข 

                แต่การดำเนินชีวิตเป็นของประหลาด ไม่มีฉลากหรือคู่มือการใช้แนบมาด้วย การใช้ชีวิตจึงมักขึ้นอยู่กับการลองผิดลองถูก เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์หรือความชำนาญ ซึ่งกว่าจะได้นั้นหลายคนต้องผ่านความทุกข์หลายรสชาติในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

 

                บทสัมภาษณ์ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียนชื่อดังต่อไปนี้ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่อาจช่วยสะกิดใจให้ใครหลายๆ คนที่กำลังเดินหลงทางอยู่ในสังคมแห่งความทุกข์ หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ด้วยธรรมะที่ง่ายและเป็นสุข เพียงแค่ลองหยิบนำไปใช้

 

ตามหาความสุขในใจ

 

                อย่างที่รู้ๆ กันว่า คนส่วนใหญ่ยังใส่ใจความสุขทางวัตถุมากกว่าทางจิตใจ ซึ่งการที่คนมีความสุขกับวัตถุมากกว่านั้นแสดงว่า บ้านเมืองนั้นๆ ยังไม่พัฒนา ถ้าผู้คนพัฒนาแล้ว มีการศึกษาแล้ว ผู้คนก็จะมีความสุขทางปัญญา

 

                สำหรับความสุขทางวัตถุนั้นก็คือ ความสุขทางกามารมณ์ ที่มาจากจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้รับการเติมเต็ม เป็นความสุขแค่เพียงภายนอก ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ความสุขที่แท้จริงมันมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น เช่น ความสุขจากการใช้ปัญญาศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้และเป็นประโยชน์ ก็เป็นความสุข หรือความสุขจากการมุ่งมั่นภาวนาที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่นหรืออุทิศตนเพื่อรับใช้มนุษยชาติ

 

                อาตมาจึงแนะนำให้ญาติโยมทุกท่าน เรียนรู้หาความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเราเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือความคิดของคนให้รู้ว่าความสุขมีพัฒนาการหลายขั้นตอน คนส่วนใหญ่ก็จะมีแนวทางในการแสวงหาวามสุขที่สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่น่าเสียดายที่ว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้คนรู้จักการมีความสุข การศึกษาไทย สอนให้คนเรียนรู้การทำมาหากิน เพราะฉะนั้นเมื่อทำมาหากินไม่เป็น ก็จะกลายเป็นการทำมาหากรรม มันเลยเกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่รู้จักความสุขหรือตามหาความสุขที่แท้จริงไม่เจอสักที

 

                อาตมาคิดว่า ถ้าอยากให้ทุกคนมีความสุขและหาความสุขของในภาวะสังคมแบบนี้เจอ ก็ต้องทำการเรียนการสอนสองบทบาท

 

                ระดับแรกคือ สอนให้เด็กและเยาวชนได้ปริญญาสองใบ คือปริญญาวิชาชีพ ทำมาหากินสุจริตเป็น และปริญญาวิชาชีวิต ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางความทุกข์ได้อย่างมีความสุขซึ่งจะช่วยให้เขาสามารถบริหารจัดการกิเลสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเขาได้ปริญญาสองใบจะกลายเป็นคนที่มีคุณภาพ เขาก็จะรู้เองว่า ชีวิตไม่ได้จบแค่การครอบครองวัตถุ แต่มีอะไรที่สูงกว่านั้นอีกมากมาย อยู่กับวัตถุน้อยลง แต่ความสุขในหัวใจมากขึ้น

 

                ระดับสอง คือการเรียนรู้หลักธรรมทางพุทธศาสนา พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา หลักการศึกษาเราเรียกว่าไตรสิกขา คือการศึกษา 3 ด้าน ศีล คือพฤติกรรม สมาธิ คือจิตใจ และ ปัญญาคือความรู้ ความเข้าใจต่อโลกอย่างถ่องแท้ ฉะนั้นกระบวนการต่างๆ ในพุทธศาสนาจึงเป็นกระบวนการของการศึกษาทั้งหมด ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงอะไร พุทธศาสนาจะช่วยคุณได้อย่างดีที่สุดและลึกที่สุด ไม่ต้องไปหาความสุขที่ไหน เพราะความสุขได้เข้าไปอยู่ในจิตใจของคุณแล้ว

 

หลักธรรมคลายทุกข์ในใจ

 

                อาตมาอยากบอกว่า ความทุกข์เป็นอนิจจัง เกิดขึ้นได้ก็ดับลงได้ คนจำนวนมากเวลาความทุกข์เกิดขึ้นชอบคิดว่าตัวเองสิ้นหวังๆ ทั้งที่จริงแล้ว หารู้ไม่ว่าความทุกข์มันจะเกิดขึ้นมาพักหนึ่งก็จะดับลงไปเอง ไม่ต้องไปนั่งทุกข์หรือดับชีวิตตัวเองหรอก ถ้าทุกคนเข้าใจว่าความทุกข์ต่างๆ มันเป็นอนิจจัง คือเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป เราก็จะไม่มานั่งจมกับทุกข์และเรียนรู้ที่จะสู้ต่อไป โยมต้องคิดว่าเกิดมาเราก็มาตัวเปล่า ต่อให้เราเหลือเสื้อผ้า 1 ชุดตอนตาย เราก็ยังเหลือกำไรอยู่ดี อย่าไปกลัวเลยกับความทุกข์

 

แต่ให้มองว่าความทุกข์คือ ฤดูกาลของชีวิต คนฉลาดเวลาหน้าฝน หน้าร้อน หน้าหนาว เข้ามาจะไม่ย้ายตัวเองหนีฤดูกาล แต่เรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางฤดูกาลของชีวิต ด้วยการปรับตัวอย่างเท่าทัน รอบคอบ และมีสติ

 

                จงเรียนรู้และรับมือกับความทุกข์ไปเถอะ เพราะทุกๆ ครั้งที่เราเผชิญวิกฤติแล้ว แล้วเราเป็นฝ่ายชนะ เราก็จะมีประสบการณ์มาเป็นของแถมเสมอ สุดท้ายเราก็จะเป็นผู้ที่อยู่กับวิกฤติอย่างมีความสุข และจะขอบคุณวิกฤติต่างๆ ที่ผ่านมาเข้ามา เพราะได้รู้ว่าวิกฤตินั่นแหละ สอนให้เราเรียนรู้ที่จะหยัดยืนอย่างสง่างามในโลกใบนี้

 

                พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้เผชิญชีวิตด้วยปัญญานับว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด การดำเนินชีวิตด้วยปัญญาคือ มีชีวิตที่ดีที่สุด คนทุกรุ่นควรดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ถ้าเราดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เราจะมีชีวิตที่ดีที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตด้วยโลภ วิ่งไปหาเงิน วิ่งไปหาความโกรธ วิ่งไปหาความอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดี ทำลายกันเอง เสียเวลาในชีวิตแสวงหาวัตถุมากมาย ก่อนที่จะค้นพบความจริงค้นภายหลังว่า ทรัพย์สินที่หาเอาไว้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง คนยุคนี้จึงไม่มีความสุข เพราะตลอดชีวิตดำเนินชีวิตภายใต้การบงการของความโลภ โกรธ หลง

 

                ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดคือ เราต้องหันมาดำเนินชีวิตอย่างมีปัญญา รู้ว่าความโลภไร้ขีดจำกัด ถ้าเราตามความโลภไป เราจะตายเสียก่อน ความโกรธนั้นนำมาซึ่งความรุนแรง ถ้าเราโกรธเสมอๆ วันหนึ่งเราจะก่อความวินาศให้กับตัวเองและคนอื่น เพราะทุกครั้งที่ไฟจะไหม้อะไรก็ตาม ไฟจะไหม้ตัวเองก่อนเสมอ ถ้ารู้ว่าความหลงเป็นส่งที่ไม่ดี เราก็รีบถอนตัวเองออกมาดำเนินชีวิตด้วยปัญญา

 

                ถ้าเรามีปัญหาก็เปรียบเสมือนเรามีตาที่สาม ต่างจากคนทั่วไปที่มีเพียง 2 ตา ที่ดำเนินชีวิตรอดบ้างไม่รอดบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่ถ้าเรามีตาที่สามคือปัญญา ตานั้นแหละ จะทำหน้าที่พาเราไปพบแต่สิ่งที่ดีในชีวิต

 ที่มา: มัมมี่พีเดีย

หลังจากที่แกนนำ นปช. เข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชุมนุมอย่างมากมาย จนทำให้เกิดเหตุการณ์จลาจลที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับมีการขยายพื้นที่ไปยังบริเวณต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพ ศอฉ. จึงได้มีการประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น

เคอร์ฟิวส์ 

 จากมาตรการนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่เสี่ยงอีก 23 จังหวัด จะไม่สามารถออกมานอกเคหะสถานได้ในช่วงเวลาที่กำหนด คือตั้งแต่ 21.00 น. ถึง 05.00 น.  แต่เพื่อให้คนในสังคมสามารถอยู่ในภาวะกดดันนี้ได้อย่างมีสุขภาพร่างกายที่ดี เราจึงมีข้อแนะนำในการใช้ชีวิตในช่วงเวลาเคอร์ฟิว เพื่อความปลอดภัยและป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นดังนี้

   ประการแรกควรซื้ออาหาร น้ำ และยารักษาโรค รวมถึงของใช้จำเป็นเก็บตุนไว้ในบ้าน โดยเฉพาะอาหารแห้ง เพื่อใช้บริโภคในกรณีที่มีการตัดน้ำตัดไฟ ประการที่สองเก็บเงินสดไว้กับตัวให้พอใช้จ่าย หากเกิดกรณีที่ธนาคารและตู้ ATM ไม่สามารถให้บริการได้ ประการที่สามชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือให้เต็ม เพื่อใช้ติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ ในยามฉุกเฉิน ประการที่สี่สำหรับท่านที่มียานพาหนะ ควรเติมน้ำมันไว้ให้พร้อม ประการที่ห้าล็อกประตูบ้าน หรือที่อยู่อาศัยของท่านให้เรียบร้อย แต่ไม่ควรแน่นหนาจนเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในกรณีเกิดเพลิงไหม้

  ประการที่หกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มให้หมด ประการที่เจ็ดพกบัตรประชาชนติดตัวไว้ตลอดเวลา ประการที่แปดเก็บไฟฉายไว้ข้างตัว กรณีที่ไฟดับหรือมีการตัดไฟ และประการสุดท้ายควรบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ไว้ กรณีต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เอาไว้ อาทิ หมายเลขโทรศัพท์กรณีขอช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สายด่วน ศอฉ. โทร. 02 551 1515 สำนักงาน สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน FM.96 โทร.1677 สถานีวิทยุ จส.100 โทร. 082 004031-5 ตลอด 24 ชม. การไฟฟ้านครหลวง โทร.1130 แจ้งอุบัติเหตุทางน้ำ โทร. 1196

 หมายเลขโทรศัพท์ การจราจรเส้นทางเดินทางต่างๆ อาทิ ศูนย์ควบคุมระบบการจราจรบนทางด่วน โทร. 1543 ตำรวจทางหลวง โทร. 1193 สอบถามเส้นทางจราจร โทร. 1197 เส้นทางเดินรถ (ขสมก.) โทร. 184 บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส)  โทร. 1508 รถไฟฟ้า BTS โทร. 02 6177300 รถไฟฟ้ามหานคร  (MRT) โทร 02 246 5733, 02 246 5744  รถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690  การบินไทย โทร. 02 513 0121, 02 545 1000 สอบถามตารางเวลาบิน (การบินไทย) โทร. 1566  บริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด โทร. 02 253 4014-6  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทร. 02 132 1888

  หมายเลขโทรศัพท์หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล หน่วยกู้ชีพ ในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร อาทิ ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 หน่วยกู้ชีพนเรนทร 1669 หน่วยแพทย์กู้ชีพ กทม. โทร. 1554 โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท  0-2381-2006-20 โรงพยาบาลกรุงเทพ 0-2310-3000 ,1719 โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน 0-2233-6981-9  โรงพยาบาลกรุงธน  0-2438-0040-5  โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น 0-2910-1600 โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค 0-2910-1600-45 โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สุขาภิบาล 3 0-2729-3000 โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ 0-2594-0020-65  โรงพยาบาลคามิลเลียน 0-2185-1444 โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 0-2738-9900-9 โรงพยาบาลเจ้าพระยา 0-2434-1111 โรงพยาบาลเซ็นทรัลเยนเนอรัล 0-2552-8777  โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ 0-2210-9999 โรงพยาบาลตำรวจ  0-2252-8111-25

   โรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพ 0-2411-2089 โรงพยาบาลไทยนครินทร์ 0-2361-2727 โรงพยาบาลไทยจักษุคลินิก 0-2416-5454  โรงพยาบาลนครธน 0-2416-5454  โรงพยาบาลบางโพ  0-2587-0136-44 โรงพยาบาลบางแก้ว  0-7469-7381-3 โรงพยาบาลบางมด 0-2867-0606 โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์  0-2667-1000 โรงพยาบาลบีเอ็นเอช  0-2686-2700 โรงพยาบาลปิยะเวท 0-2625-6500 โรงพยาบาลปิยะมินทร์  0-2316-0026-42 สถาบันประสาทวิทยา  0-2354-7075-83 โรงพยาบาลพระรามเก้า  0-2-202-9999 โรงพยาบาลพญาไท 1  0-2640-1111 โรงพยาบาลพญาไท 2  0-2617-2444 โรงพยาบาลเพชรรัชต์  0-3241-7070-9 โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  0-2534-7000  โรงพยาบาลมิชชั่น  0-2282-1100 โรงพยาบาลยันฮี 0-2879-0300

โรงพยาบาลรามคำแหง  0-2374 0200-16 โรงพยาบาลลาดพร้าว 0-2530-2244 โรงพยาบาลลานนา  0-5399-9777 โรงพยาบาลวิชัยยุทธ  0-2618-6200 โรงพยาบาลวิภาวดี  0-2941-2800 โรงพยาบาลเวชธานี  0-2734-0000 โรงพยาบาลศิครินทร์  0-2366-9900-99 โรงพยาบาลศรีสยาม  0-2944 8015-30 โรงพยาบาลศรีสะเกษ 0-4561-1503 โรงพยาบาลสงฆ์  0-2354-4310  โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท  0-2711-8000 โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์  0-2731-7000 โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช 0-2378-9000 โรงพยาบาลสุขุมวิท  0-2391-0011 โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า  0-2460-0000 โรงพยาบาลสินแพทย์ 0-2793-5099 โรงพยาบาลกลาง 0-2221-6141 โรงพยาบาลกลางกรมราชทัณฑ์ 0-2589-5250 

  โรงพยาบาลเซ็นทรัล ปาร์ค 0-2312-7261-9 โรงพยาบาลตาหูคอจมูก กรุงเทพฯ 0-2579-1770-4 โรงพยาบาลธัญญารักษ์ 0-2531-0080-8  โรงพยาบาลนิติจิตเวช  0-2889-9191 โรงพยาบาลบี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ 0-2523-3359-71 โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นนทบุรี  0-2527-0246  โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า  0-2354-7600 โรงพยาบาลราชวิถี  0-2354-8108-9  โรงพยาบาลศิริราช  0-2411-0241-9  โรงพยาบาลศูนย์มะเร็งกรุงเทพ 0-2785-5716-20

  และที่สำคัญที่สุดต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับสังคม พบเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันอย่างทันท่วงที. ร่วมด้วยช่วยกันค่ะ..

ที่มา :ณัฏฐ์ ตุ้มภู่ Team content  thaihealth.or.th